ความสำคัญของความยืดหยุ่นในร่างกาย  FLEXIBILITY
08

Nov

2016

ความสำคัญของความยืดหยุ่นในร่างกาย FLEXIBILITY

by Kittipong Kajornboonthawon

คำว่ายืดหยุ่น เป็นคำง่ายๆ ที่หมายถึงการทำให้ร่างกายมีความคล่องตัว และ กล้ามเนื้อยืดหยุ่นหมายถึง มันสามารถยืดตัวได้ดีและหดตัวได้ดี เพียงแต่หลายคนเข้าใจผิดว่า ยืดหยุ่นคือตัวอ่อน ยืดหยุ่นคือเป็นหนังยางเอาขามาพาดคอ ม้วนตัวกลมๆ คนมักคิดมากเกินความจริง จริงๆ แล้ว ยืดหยุ่นกับตัวอ่อนมากๆ มันคนละอย่างกัน
ร่างกายประกอบด้วยข้อต่อ เอ็น และกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดน้อยเต็มไปหมด ถ้าเราแค่ออกกำลังกาย เราก็จะ พริหารกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดสำคัญ มัดที่เราถนัด เป็นแค่บางมัด บางจุด คนเรามักใช้กล้ามเนื้อแต่มัดที่ตัวเองถนัด เช่น เราถนัดขวา เราก็ใช้ข้อมือ กล้ามเนื้อแขน ข้างขวามากกว่า ทำให้แขนข้างซ้ายอ่อนแรง หรือเราจะมีกล้ามเนื้อที่ไม่ค่อยได้ใช้ ถูกละเลย ทำให้เกิดความอ่อนแอ และตึงยืด ดังนั้น การยืดหยุ่นในโยคะ เรามุ่งเป้าไปที่กล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อทุกจุด รวมถึงจุดที่ไม่ค่อยได้ใช้ ให้มีการใช้งานเพื่อลดความตึง
สรุปคือ ร่างกายของเรานี่ แข็งก็ไม่ดี กล้ามเนื้อตึงเกินไปก็จะทำให้เครียด และปวดเมื่อยตามตัว เราก็ต้องทำให้มันยืดหยุ่น แต่ในขณะเดียวกัน ยืดมากเกินไป ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บ เสียหายได้ มันต้องพอดี พอดี
โดยมากคนที่ยังเป็นสาวๆ วัยรุ่น หรือ อายุน้อยๆ จะไม่ค่อยเห็นความสำคัญของความยืดหยุ่น เพราะว่าคนที่น้อย เนื้อเยื่อ เอ็น กล้ามเนื้อ มีความยืดหยุ่นสูง โดยเฉพาะเด็ก ตัวจะอ่อนและยืดหยุ่นอยู่แล้ว จึงไม่รู้ว่าอาการปวดตึง ปวดเมื่อยตามตัวที่เกิดจากอายุเยอะเป็นอย่างไร จึงไม่ค่อยสนใจโยคะ แต่พอเวลาผ่านไปเริ่มอายุ เริ่มเห็นปัญหา เริ่มรู้ว่า ***ที่เขาว่าปวดเมือ่เพราะอายุมันเป็นยังไง พอมาฝึกโยคะแล้วหาย เขาก็เลยเห็นคุณค่า และรักมันในที่สุด เอาไว้อีกหน่อยอายุ มากขึ้นแล้วจะรู้เองว่า ทำไมนะ คนเราต้องยืดหยุ่น


การสร้างความยืดหยุ่นด้วย โยคะ ง่ายๆ


  • Boat Pose ท่าเรือ       สร้างความแข็งแรงให้กับลำตัว ต้นขาส่วนหน้า ช่วยลดความเครียด และช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณหนาท้อง สะโพกและหลังแข็งแรงด้วย
    เริ่มฝึกง่าย ๆ ด้วยการนั่งกับพื้นให้หลังตั้งตรง ขาเหยียดตรง หายใจเข้า เหยียดแขนชี้ไปข้างหน้าหายใจออกแล้วแอนตัวไปข้างหลัง ค่อยๆ เกร็งหน้าท้องแล้วยกขาขึ้นจากพื้น ทำมุมประมาณ 45 องศา ปลายเท้าอยู่สูงเหนือระดับศีรษะ
  • Cobra Posture ท่างูเห่า            ท่านี้กระตุ้นอวัยวะในช่องท้อง ทำให้ปอดและหัวใจแข็งแรง 
    เริ่มจากนอนคว่ำ งอข้อศอก ต้นแขนและมือ วางชิดลำตัวด้านข้างขาชิดกัน กดเท้า กล้ามเนื้อต้นขาและสะโพกลงบนพื้น จากนั้นหายใจเข้าพร้อมกับหันหน้าตรง เอาคางจรดพื้น มือยันพื้นและเหยียดข้อศอก ยกศีรษะ ไหล่ หน้าอก เอวให้สูงขึ้นเงยหน้าไปด้านหลัง โดยส่วนที่ยังกดอยู่บนพื้นคือบริเวณหัวเหน่า ต้นขาและเท้า ให้ค้างท่านั้น 15-30 วินาทีให้หายใจปกติ เวลาหายใจออกให้หย่อนตัวลงบนพื้นให้ทำซ้ำๆ 3 นาที

  • Standing Forward Bend ท่ายืนก้มตัว   ท่านี้ช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อต้นขา และทำให้ขาแข็งแรง
                เริ่มจากให้ยืนตรงเท้าชิดกัน ส้นเท้าและฝ่าเท้าตรงกัน จากนั้นหายใจออก ก้มตัวลง โดยใช้จุดหมุนที่ข้อสะโพก ลายนิ้วมือหรือฝ่ามือจรดพื้นตรงหน้านิ้วเท้า หรืออาจจะวางฝ่ามือไว้ตรงหลังเท่าก็ได้ 

  • Cow Pose ท่าวัว        เป็นท่าที่จะช่วยยืดสะโพกได้ดี และผายมากขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นบริเวณกระดูกสันหลัง ลดอาการตึงไหล่
                ฝึกได้โดยเริ่มจากนั่งคุกเข่า ก้มหน้าอยู่ในท่าคลานเข่าทั้งสองห่างกันเท่าช่วงไหล่ วางมือทั้งสองข้าง ราบไปบนพื้น แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงครับ

  • Bridge Poses ท่าสะพานโค้ง    ช่วยยืดร่างกายส่วนหน้า สร้างความแข็งแรงให้กับขาด้านหลัง ท่านี้เป็นท่าที่ไม่ยากนัก แต่สามารถกระชับบั้นท้ายได้อยู่หมัดเลยครับ
                เริ่มจากนอนหงาย ชันเข่าขึ้นแยกเท้าห่างเท่ากับความกว้างของสะโพก แขนวางแนบลำตัว จากนั้นค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจนก้นกบอยู่ระนาบเดียวกับหัวเข่า ยกหน้าอกให้อยู่เหนือหัวไหล่

  • Chaturanga ท่าท่อนไม้ ท่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้แขน มือ และกล้ามเนื้อหน้าท้องไปพร้อมๆ กัน
                วิธีฝึกเริ่มต้นคือ ให้นอนคว่ำลงเท้าชิดกัน ตั้งนิ้วเท้าขึ้น จากนั้นให้งอข้อศอก มือทั้งสองข้างวางราบไปกับพื้น หายใจเข้า แล้วค่อยๆ ดันมือทั้งสองข้างยกตัวขึ้น ใช้มือและเท้านับน้ำหนักตัว สักครู่หนึ่งให้หายใจออก ผ่อนคลายท่าลงกลับไปในท่าเดิมครับ

    สร้างความยืดหยุ่นเพื่อปรับบุคลิกภาพ และ เพื่อลดอาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย

    Kittipong Kajornboonthawon Instructor